มนุษย์สีเทาในหัวใจสีแดง

รไมยา

ถ้าสมุดเล่มนี้จะกลายเป็นสมุดประกาศเกียรติคุณของชายที่ฉันรักสักคนในหลายทศวรรษหน้า ฉันไม่รังเกียจที่จะบันทึกถ้อยคำแห่งความจริงลงไป
แน่ละถ้อยคำเหล่านั้นล้วนติดตรึงอยู่ในเส้นใยรักที่ฉันหมั่นถักทอขึ้นวันละนิด….ขอให้โลกรับรู้เถิดว่า เขาคนเดียวเท่านั้นจักเป็นสิ่งนิรันดร์ในใจฉัน….

ฉันเคยบอกตัวเองเสมอว่า ฉันไม่ชอบที่นี่เลย แต่ในโลกนี้ไม่มีที่ไหนดีกว่านี้แล้ว ฉันจำเป็นต้องทนอยู่เพียงเพื่อรอคอยการกลับมาของใครสักคนที่ฉันเชื่อว่าเขาไม่มีวันหมดรักฉัน ทว่าวันวารที่ล่วงไป ในดวงใจฉันกลับมีภาพเชิงซ้อนของชายอีกคนขึ้นทดแทน

วันแรกที่สามีพาฉันมาที่นี่ ฉันร้องไห้ ขัดเคืองใจมากมาย หนึ่งนั้นรู้ดีว่า ฉันต้องสูญเสียสิ่งที่ฉันรักและหวงแหน…บ้านที่เป็นรังรักของเรา เขาขายไปอย่างไม่เสียดายแล้วหอบหิ้วฉันและเด็กชายตัวน้อยมาอาศัยอยู่กับพี่ชายคนเดียวที่เขามีอยู่ในโลกเวิ้งว้างแห่งนี้ อีกสิ่งหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันระทมทุกข์หม่นไหม้เมื่อรู้ว่าเขาต้องจากฉันไปก่อร่างสร้างตัวยังแดนไกล ใจเขาหวังเต็มเปี่ยมว่า เมื่อกลับมา เขาจะเป็นผู้เนรมิตให้ฉันมีชีวิตสุขสมและพร้อมพรั่งในวันหน้า วันนั้นเขาจะยืนเคียงข้างฉันอย่างไม่อายใคร

ก่อนจากกัน เขามีถ้อยคำปลอบโยนฉันมากมาย ตระกองกอดฉันไว้ด้วยวงแขนอบอุ่น พร่ำรำพันด้วยถ้อยคำที่สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในใจฉัน พร้อมกันนั้นเขายังฝากฝังให้ฉันดูแลเด็กชายตัวน้อยๆ เขารู้ว่าฉันทำได้ ความอ่อนโยน ความรัก ความเมตตาที่ฉันหลั่งไหลให้เด็กคนนั้น เขาเชื่อมั่นว่ามันยังคงอยู่และไม่จางหายไปง่ายๆ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สักฤดูกาลที่เขาสัญจรไปไกล

วันหนึ่ง เขาก็เปิดปากสารภาพว่า เด็กน้อยคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นเลย หากเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเพียงหนึ่งเดียว ดูหน้าเด็กคนนั้นสิ ไม่มีเค้าโครงสิ่งใดเลยที่ผิดเพี้ยนไปจากใบหน้าเขา เขาไม่เคยรู้ ฉันประจักษ์ความจริงในข้อนี้มานานวันแล้ว นับแต่เด็กน้อยคนนี้ย่างกรายเข้ามาเยี่ยมเยียน เขามักแสดงความเอ็นดูเป็นพิเศษ แน่ละ สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันซึมซับไว้ไตร่ตรอง จนวันหนึ่ง วันนั้น เมื่อฉันมีโอกาสอยู่ตามลำพังกับเด็กน้อย เขาอวดรูปในกระเป๋าให้ฉันดู…
สามีฉันโอบกอดหญิงสาวนางหนึ่งไว้ในอ้อมแขน ฉันไม่ใส่ใจว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน…..มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับวงจรชีวิตของแต่ละคน ช่วงเวลาหนึ่งได้พบกัน ผูกพันกันแล้วก็จากพรากไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคน สิ่งที่ฉันใส่ใจกลับกลายเป็นผู้ชายคนนั้น คนที่สามีฉันเรียกเขาว่าพี่และเด็กน้อยคนนั้นเรียกเขาว่าพ่อ
ฉันเริ่มซึมซับความเป็นตัวตนของผู้ชายคนนั้นอย่างเงียบๆ แม้ลึกลงในใจแล้วเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อเขาอย่างมากมาย อาจเป็นเพราะใจฉันไปเกี่ยวโยงกับคำบอกเล่าสารพัดที่ได้ยินได้ฟังมาจากผู้อื่น ไม่มีวลีใดที่จะเอื้อนเอ่ยยกย่องชื่นชมเขาแม้แต่น้อย มีแต่ถ้อยคำหยามหยันชิงชังว่า…ไอ้เลว ไอ้บัดซบ เสือผู้หญิง ผีห่าซาตาน ไอ้บ้ากาม ไอ้วายร้ายที่เห็นแก่ตัว และสารพัดไอ้ ซึ่งแล้วแต่ว่าใครจะจงเกลียดจงชังเขาเท่าใด ไม่รู้เหมือนกันว่า ฉันปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นพรั่งพรูเข้ามาสิงสถิตอยู่ในใจได้อย่างไร ยิ่งรู้ว่าฉันจำเป็นต้องมาอาศัยอยู่ใต้ชายคาของผู้ชายคนนี้ วินาทีนี้ความสุขก็มลายหายไป
สามีฉันปลอบโยนด้วยถ้อยคำที่ดูเหมือนจะสร้างนิยามใหม่ๆ ให้แก่พี่ชายของเขา “เขาอาจไม่ดีในสายตาใครๆ แต่เขาเป็นพี่ชายที่ดีที่สุดของผม เป็นมิตรแท้ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์ และเขาจะดูแลคุณกับลูกผมได้ดีที่สุด…” ฉันเผลอยิ้มเหยียดให้ แววตาพลอยหยามหยันทุกอณูที่ประกอบขึ้นเป็นเลือดเนื้อและวิญญาณอันหยาบกระด้าง ร้ายลึกและต่ำต้อยของผู้ชายอย่างเขา ไม่ว่าจะทอดสายตาไปพบครั้งใดให้รู้สึกขุ่นเคืองใจ เหมือนไม่ต้องการพบเห็น ทำเมินหมางให้เห็นอย่างจงใจและคงทำเช่นนั้นเสมอมา ไม่ลดละ แม้ว่าเขาจะเพียรพยายามแสดงน้ำใจไมตรีอันงดงามเพียงใด ฉันรู้ตัวว่าได้เป็นผู้ลิดรอนกิ่งใบของต้นไมตรีที่เขามีให้และคาดหวังว่ามันจะงอกงามสักวันหนึ่ง….แต่ไม่มีทางเลย

จนวันหนึ่ง…วันนั้น วันที่ฉันรู้ว่า เขาไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของเด็กน้อยคนนี้ ฉันลอบมองเขาในมุมมองหนึ่งในห้องสี่เหลี่ยมที่แคบและยาว….คุ้นตากับภาพที่เขาปลีกตัวออกไปนั่งยังริมระเบียงแคบ ๆ ของคอนโดมิเนียมแห่งนี้ ในมือเขามีหีบเพลงติดไปด้วยเสมอ เขาชอบเป่าเพลงบลูส์อันโหยหวน โดยที่ฉันไม่เคยสำเหนียกถึงความไพเราะมาก่อนเลย หากวันนั้น ฉันกลับได้ยินท่วงทำนองความปวดร้าว ผ่านริมฝีปากอิ่มภายใต้เรียวหนวดครึ้มขับความเข้มบนใบหน้าจนดูเหี้ยมเกรียมดุดันยิ่งขึ้นนั้น หัวใจเขามีเรื่องเศร้ามากมายอยู่เพียงใด….

“….มันทำเด็กสาวท้องทั้งชุดนักเรียน อนาคตเด็กถูกมันทำลายอย่างย่อยยับ ยังดีหรอกนะที่มันยอมรับเลี้ยงเด็กที่เกิดมา…”
“ไม่เคยเห็นมันมีเมียเป็นตัวตน…ใครเขาจะทนอยู่กับมันได้เล่า คนชั่วๆ พรรค์นั้น ฮึ อะไรๆ ก็สู้น้องชายมันไม่ได้สักอย่าง ทั้งรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ความรู้การศึกษา สติปัญญา มันด้อยกว่าด้วยประการทั้งปวง….”
“…น้องชายมันสู้สละตัวเอง รู้จักขวนขวาย รักความก้าวหน้า นี่ก็กลับไปทำงานที่เมืองนอกส่งเงินกลับบ้าน มันน่ะเหรอ ดักดานเป็นแค่คนขับรถอยู่อย่างนี้แหละ ยังดีที่มันรู้จักอดออม ถึงได้มีกินมีใช้มาถึงทุกวันนี้…”
“…แต่เออ เขาว่า เจ้านายมันเป็นคนมีชื่อเสียงในวงสังคม และก็รักมันยังกะอะไรดี แต่ก็นั่นแหละ เขาขุนมันไว้ใช้ อย่างดีมันก็แค่ลูกจ๊อก เชอะ! ดีแต่เดินตามคนใหญ่คนโต ทำกร่างเชียว มันนึกว่ามันมีปลอกคอคุ้มหัวมันอยู่…”

หลายเดือนมาแล้วที่ฉันพักพิงอยู่ที่นี่ เริ่มเป็นความคุ้นเคยหลังจากเคร่งเครียดมานานวัน แล้วในที่สุด ฉันต้องยอมรับความจริงว่า ฉันเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ดูผู้ชายคนนี้สิ คนที่เคยแปลกหน้าเสมอ แต่ละวันเขาทำอะไรบ้าง เช้าขึ้นมา เขาเตรียมอาหารง่ายๆ ให้เด็กน้อยและฉัน
“อาหารเช้าจะสร้างพลังให้แก่โลก เราจะไม่อ่อนแอ”
เขาบอกเด็กน้อย จากนั้นเขาก็ขับรถไปส่งเด็กน้อยที่โรงเรียนแล้วจึงไปส่งฉันยังที่ทำงาน ถึงเวลาเย็นก็ไปรับกลับบ้าน ทุกวันเป็นเช่นนี้เสมอมา วันไหนฉันติดประชุม เขาจอดรถรอคอยอย่างไม่ร้อนใจ ถือเป็นหน้าที่ที่เขารับปากน้องชายไว้ว่าจะดูแลฉันเป็นอย่างดี นี่ไง ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์… ถึงวันหยุด ลูกชายของสามีฉันรบเร้าให้เขาพาไปยังสถานที่ต่างๆ เขาไม่เคยปฏิเสธ หรือเกี่ยงงอน เขาเพียรเฝ้าเติมหัวใจที่แหว่งวิ่นของเด็กน้อยคนนี้ให้เต็มอยู่เสมอ….มันชดเชยได้หรือกับการกระทำในอดีตของเขา อ้อ ไม่ใช่สินะ การกระทำของสามีฉันต่างหาก เขาสิ กลับเป็นผู้ทดแทนสำนึกอันดีงามนั้นด้วยตัวเขาเอง

วันหนึ่ง มันเป็นเวลาอาหารมื้อค่ำในวันหยุด เขามีฝีมือในการปรุงอาหารได้วิเศษสุดคนหนึ่ง เด็กน้อยถึงกับเอ่ยปากขอข้าวอีกจานกับอาหารเลิศรสตรงหน้า เขาเอื้อมมือไปขยี้ผมลูกชายด้วยความเอ็นดู ฉันเองยังอดยิ้มไม่ได้ และรอยยิ้มนั้นเยือนไปอยู่ในม่านดวงตาของเขาด้วย มันจึงเป็นยิ้มแรกที่ฉันมีให้เขา เขารวบช้อนตรงหน้า ฉันเลื่อนจานของหวานไปวางตรงหน้าเขา ไม่พูดอะไรสักคำ เขาย่อมรูดีว่า นั่นเป็นไมตรีที่ฉันรู้จักมีให้เขาบ้างแล้ว…

น่าแปลกนัก ฉันเริ่มตื่นตัว รู้จักกระตือรือร้นที่จะทำตัวเป็นผู้หญิงที่ดี ไม่ดูดายปล่อยให้ทุกอย่างเป็นภาระของเขาดั่งเคย เมื่อฉันล้างจาน เขายืนอยู่ใกล้ๆ เพื่อรอเช็ดจานชามเหล่านั้นให้แห้งและสะอาดก่อนคว่ำไว้กับที่ วินาทีนี้ ฉันเริ่มรู้สึกละอายใจ ฉันเลวร้ายกับเขามานานวัน ดวงตาที่ทอดมองเขาจึงมีแววอ่อนลง ปราการที่สร้างไว้ในใจราวกับกำแพงเมืองจีนนั้นเริ่มไหวและสั่นคลอน ภาพของผู้ชายตัวสูงใหญ่ราวกับยักษ์มาร หน้าตาดุดัน ดูเหี้ยมเกรียมชวนให้หวาดหวั่นนักหนา เคยนึกค่อนขอดเขาด้วยซ้ำว่าเหมือนผู้คนในสมัยอู่ทองกลับชาติมาเกิด ไม่ก็พวกขอมขนหินไปสร้างปราสาทหินที่ไหนสักแห่ง อะไรทำนองนั้น…

บัดนี้ภาพของเขากลับแจ่มชัดอยู่ในความคำนึงของฉัน แม้กระทั่งรอยสักรูปปลาคู่บนต้นแขนกำยำนั้นกลับแจ่มกระจ่างเสียเหลือเกิน ฉันลืมเลือนภาพเก่าๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเขาจะจงใจสร้างมันขึ้นมาหรือไม่ เขาเคยทำให้ฉันนึกรังเกียจเวลาร่วมโต๊ะอาหารด้วย สายตาฉันเหยียดว่าเขาเป็นคนไร้วัฒนธรรม กินอาหารอย่างรวดเร็วราวกับตายอดตายอยาก ยอมรับละว่าสิ่งที่เคยมองว่าเขาดูถ่อยอย่างเหลือเกินนั้น ค่อยจางหายไปทีละน้อย มีภาพใหม่ๆ เกิดขึ้นทดแทน นับแต่แอบได้ยินเขาเล่านิทานมีคติเตือนใจให้เด็กน้อยฟังก่อนนอน และอีกหลากหลายถ้อยคำที่เขาพร่ำบอกเล่าให้เด็กน้อยฟังถึงสิ่งที่ควรทำ สิ่งที่ไม่ควรทำ และสิ่งที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ในแต่ละวันคือการทำดี… ที่สำคัญ เขาพยายามเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ขณะเดียวกันฉันก็เป็นผู้เก็บเล็กผสมน้อยพฤติกรรมอันงดงามของเขาไว้ในใจเช่นกัน มันอาจเป็นการกระทำที่ซ่อนเร้น แต่มีหรือเขาจะไม่ล่วงรู้ว่าฉันรู้สึกอย่างไร คิดอะไรอยู่ หรือให้คะแนนความนิยมในตัวเขากี่มากน้อย ในเมื่อดวงตาฉันแจ่มกระจ่างออกปานนั้น!

ถึงตอนนี้ ฉันคงต้องบันทึกคำสารภาพอีกมากมาย เป็นเพราะว่า ใจฉันหวั่นไหวไปกับภาพที่แท้จริงของเขามากกว่าคำบอกเล่าที่โหดร้ายของใครอื่น ฉันพยายามทำใจตนเองให้เปิดกว้าง และแล้วก็เปิดรับเขาไว้อย่างง่ายดาย ฉันไม่โทษอะไรทั้งนั้น ไม่กล่าวหากาลเวลาในค่ำคืนหนึ่ง…ไม่ติเตียนอารมณ์เปลี่ยวเหงาของตนเอง….ไม่โทษเหล้าแก้วนั้นที่ย้อมใจตนเอง…ไม่โทษความอาจหาญที่เขากล้าสานต่อไมตรีที่ฉันหยิบยื่นให้…ฉันรู้ดี…ฉันประจักษ์ได้ถึงดวงตาที่เคยคิดว่ากระด้างคู่นั้น แท้จริงมีแววอ่อนโยนและอ่อนหวานไม่น้อย มันเป็นความจริงที่เขาทำให้ใจฉันรับรู้ว่า เขาแอบชมชอบฉันมาเนิ่นนานแล้ว….เรื่องของเขาและฉันจึงลงเอยอย่างไม่ยากเย็นนัก

อนิจจา! คนรักผู้โชคร้ายของฉัน แม้วันนี้เขายังยืนหยัดเคียงข้างฉันอย่างทระนงในทุกหนทุกแห่ง แต่เขาได้กลายเป็นคนชั่วร้ายในสายตาผู้อื่นไม่เว้นวาย…. หลายคนกล่าวขานกันว่า เขาเลวอย่างเหลือเกิน เป็นพี่ชายที่เลวที่สุด แย่งเมียน้องชายได้ลงคอ บางคนเดินเข้ามาแสดงความเห็นใจในอุบัติการณ์เลวร้ายที่เขาเชื่อว่าฉันได้รับจากผู้ชายกักขฬะคนนั้นและยอมจำนนต่อมัน ทั้งยังกล่าวชื่นชมสามีฉันที่เขาพร้อมจะรับฉันเข้าสู่ชีวิตของเขา
ฉันยิ้มเยาะให้กับถ้อยคำทั้งปวง รวมทั้งน้ำคำที่อดีตคนรักของฉันเสกสรรปั้นแต่งขึ้น…ในที่สุดแล้ว ฉันได้พบความจริงว่า ฉันแทบไม่รู้จักผู้ชายคนแรกในชีวิตฉันเลย เขาเป็นใครสักคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาให้ฉันหลงใหลชื่นชมบูชาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ผู้ชายอีกคนหนึ่งต่างหาก คนที่ใครๆ คิดว่าเขาหยาบคาย เลวร้าย หากหัวใจกลับเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา เสียสละ เขาทำงานเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสเพียงเพื่อส่งเสียให้น้องชายคนเดียวได้เรียนหนังสือสูง ๆ และได้ไปเรียนต่อต่างประเทศตามที่ต้องการ จัดการแต่งงานให้อย่างสวยหรู ไม่น้อยหน้าใคร และรับผิดชอบเด็กคนหนึ่งไว้เป็นภาระของชีวิต

สมควรแล้วมิใช่หรือ กับการที่ฉันจะมอบความรักให้เขาบ้าง โดยที่เขาไม่ต้องเอื้อนเอ่ยเลยสักนิด…

Author: ผู้บังคับการ