วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

สยามราชธานี เผยเทรนด์ธุรกิจ Outsource มาแรง มีลูกค้าใหม่เฉลี่ย 12% ต่อปี

 


(24 ก.ย. 2563) นายจิรณุ กุลชนะรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ผู้ประกอบธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร Outsourcing Services เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การจัดหาบุคลากรจากภายนอกเข้ามาดำเนินการแทนในส่วนที่ไม่ใช่หน้าที่หลักของธุรกิจ


ยกตัวอย่างเช่น งานธุรการ งานขับรถยนต์ ถือเป็นอีกทางเลือกการบริหารจัดการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่บริษัทให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการประกอบธุรกิจของบริษัท


จากศักยภาพ และแนวโน้มการเติบโตที่ดีของตลาด Outsource ในประเทศไทยสะท้อนได้จากวงเงินงบประมาณและมูลค่าการทำสัญญาของโครงการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐประเภทจ้างทำของ หรือจ้างเหมาบริการ มีมูลค่าเติบโตทุกปี



โดยในปี 2562 มีวงเงินงบประมาณดังกล่าว จำนวน 230,533 ล้านบาท และมีมูลค่าที่ทำสัญญา 215,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 14 และร้อยละ 12 ตามลำดับ


ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของ Monitor Deloitte และ Dubai Outsource City ประมาณการมูลค่าการใช้บริการ Outsource โลกเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ในช่วงปี 2562-2566 จาก 603.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2562 เป็น 731.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566


นายจิรณุ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา SO สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมได้ประมาณร้อยละ 90 และมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่าร้อยละ 12 ของรายได้ ทำให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย


สำหรับธุรกิจของสยามราชธานีให้บริการจัดหาบุคลากร และธุรกิจให้เช่าและบริการ ผ่านชื่อ SO People ที่บริการบริหารจัดการด้านบุคลากร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ประกอบด้วย



1. พนักงานขับรถยนต์ อาทิ พนักงานขับรถผู้บริหาร พนักงานขับรถส่วนกลาง  พนักงานขับรถขนาดใหญ่ พนักงานรับ-ส่ง รถลูกค้า (Valet Parking) และพนักงานขับรถโฟล์คลิฟต์


2. พนักงานสำนักงาน อาทิ งานธุรการและงานประชาสัมพันธ์


3. พนักงานช่างเทคนิค


SO Next บริการบริหารจัดการงานบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย บริการสแกนเอกสาร, บันทึกข้อมูล และบันทึกข้อมูลภาคสนาม จดหน่วยแจ้งหนี้ไฟฟ้าและประปา


SO Green บริการดูแลภูมิทัศน์ ครอบคลุมบริการ 3 ประเภท ได้แก่ บริการดูแลสวนขนาดใหญ่ บริการออกแบบและจัดสวน และบริการตัดต้นไม้ใหญ่


SO Wheel บริการรถยนต์ให้เช่า หลากหลายประเภท เพื่อตอบโจทย์ทุกความสะดวกของผู้ใช้บริการ อาทิ รถเก๋งรถกระบะ รถตู้ รถบรรทุก และรถยนต์ดัดแปลง ได้แก่ รถตู้เย็น รถตู้แห้ง รถดัดแปลง 4 ล้อ เป็นต้น



ด้าน นายณัฐพล วิมลเฉลา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า บริษัทยังจะมุ่งเน้นขยายตลาดบริการด้านข้อมูล หรือ SO Next แบบครบวงจร เพื่อรองรับการ Transform องค์กรในรูปแบบ Digital Transformation ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในยุคปัจจุบัน ด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเฉพาะงาน 


รวมถึงระบบที่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลตามมาตรฐาน ISO 27001 : 2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยด้านข้อมูลและเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม บริษัทสยามราชธานี เตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 85 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 27.42 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด

ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป จำนวน 76.5 ล้านหุ้น


รวมถึงเสนอขายให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท จำนวนไม่เกิน 8.5 ล้านหุ้น โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

เบทาโกร เดินหน้ายกระดับห่วงโซ่การผลิตอาหารคุณภาพและปลอดภัย

 


สถานการณ์โควิด-19 นับว่าเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจทั่วโลกและทุกกลุ่มธุรกิจ    ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มธุรกิจอาหาร สำหรับเครือเบทาโกร ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงของประเทศ  ได้ตระหนักถึงความมั่นคงทางอาหารของประชาชนและประเทศชาติ มุ่งมั่นเดินหน้ายกระดับคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค  

นายสมศักดิ์ บุญลาภ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เปิดเผยว่า ช่วงสถานการณ์   โควิด-19 เครือเบทาโกรได้ยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวดสูงสุดตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร โดยจัดตั้งคณะทำงานกว่า 93 ทีม ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบและควบคุมทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิตอาหารให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดได้อย่างเคร่งครัด เพื่อเป้าหมายการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง  

 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อถึง ในปี 2563 ธุรกิจอาหารมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 70% ของยอดขายเครือเบทาโกร และปีนี้ตั้งเป้ายอดขายโต 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการขยายกำลังการผลิต เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย และการร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจกับคู่ค้า รวมถึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลายในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร โดยแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ดังนี้

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป  (Process Food)

 

ตลาดอาหารพร้อมทานมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 คาดการณ์มูลค่าตลาดรวมที่ 20,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ถึง 5% (ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ธันวาคม, 2562)  ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบสังคมเมืองที่มีความเร่งรีบ จึงผลักดันให้เบทาโกรมุ่งมั่นในการพัฒนาและผลิตอาหารพร้อมทานที่สามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคทั้งด้านความสะดวก อร่อย มีคุณภาพ และปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความตระหนักถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารมากยิ่งขึ้น เครือเบทาโกรจึงมุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนอาหารพร้อมทาน ตั้งเป้าเติบโต 40% เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน พร้อมออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์เอสเพียว ชูจุดเด่นอาหารเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบและส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่มีการเติมสารปรุงแต่งใด ๆ ผ่านการคิดค้นและพัฒนาสูตรอาหารโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโดยเฉพาะ เช่น โจ๊กไข่ขาว ไข่ลวก เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์เบทาโกร ยังได้เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ภายใต้ 7 หมวดสินค้า ได้แก่  1) อาหารทานเล่นและสินค้าทอด (Appetizer) ประเภทหมู ไก่ 2) ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ปรุงสุก (Processed Egg) 3) ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน (Ready Meal) 4) กับข้าวสำเร็จรูป (Cuisine) 5) สินค้าหมักพร้อมปรุง (Marinade) 6) เบเกอรี่ (Bakery) และ 7) ผลิตภัณฑ์ปรุงรส (Seasoning)  

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสด  

 

เครือเบทาโกร ยังคงมุ่งเน้นเรื่องความสด สะอาด ปลอดภัย สำหรับแบรนด์เบทาโกร ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดเนื้อปลาสด ได้แก่ ปลาดุก ปลานิล และปลากะพงขาว ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำไปปรุงอาหารได้สะดวกหลากหลายเมนู มีวางจำหน่ายที่เบทาโกรช็อปทุกสาขาทั่วประเทศ และขยายช่องทางจัดหน่ายไปยังโมเดิร์นเทรด ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้  นอกจากนี้ เครือเบทาโกร ยังรุกตลาดระดับพรีเมียม ด้วย 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ ไก่โคราช ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่คุณภาพสูงจากไก่สายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์จากไก่พ่อพันธุ์พื้นเมืองแท้และแม่พันธุ์ชั้นเลิศ จึงให้รสชาติอร่อยกว่าด้วยเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากเนื้อไก่ทั่วไป มีไขมันน้อยกว่าเนื้อไก่ทั่วไปถึง 62% และอุดมด้วยกรดอะมิโนอิสระ (Free Amino Acid) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบรสชาติและเนื้อสัมผัสของไก่พันธุ์พื้นเมืองที่ให้ทั้งความอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเดลิช พอร์ค (Delish Pork) ผลิตภัณฑ์เนื้อหมูระดับพรีเมียมจากหมูพันธุ์ดูร็อคเจอร์ซี่สายพันธุ์แท้จากแคนาดาที่ให้เนื้อแน่น นุ่ม อันเป็นเอกลักษณ์  

 

สำหรับแบรนด์เอสเพียว ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในทุกขั้นตอนการเลี้ยงตั้งแต่วันแรก หรือ RWA (Raised Without Antibiotics) รับรองโดย NSF เป็นรายแรกของโลก ทางเครือเบทาโกรยังคงมุ่งมั่นในการขยายช่องทางจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงในวงกว้างมากขึ้น  

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ไส้กรอก  

 

เครือเบทาโกรยังเดินหน้ารุกตลาดไส้กรอก ตั้งเป้าเติบโตถึง 10% จากการขยายตลาดในทุกช่องทาง ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์เอสเพียว อิโตแฮม และเบทาโกร เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารที่สะดวก รวดเร็ว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและความอร่อยที่หลากหลาย โดยขยาย แบรนด์เอสเพียว เข้าสู่ตลาดกลุ่มซูเปอร์ พรีเมียม ด้วยผลิตภัณฑ์ไส้กรอกสไตล์โฮมเมด ที่ผลิตจากเนื้อหมูเอสเพียว บรรจุในไส้ธรรมชาติ ไม่ใส่ไนไตรท์ ผงชูรส และสารกันเสีย สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่มีความอร่อยชั้นเลิศมาพร้อมความปลอดภัย เตรียมวางจำหน่าย 4 รสชาติ ได้แก่ นูเร็มเบิร์ก ไวส์เวิสท์ (Nürnberg Weisswurst), โชริโซ่ บ็อกเวิร์สท์ (Chorizo Bockwurst), ชีสคาบานอส (Cheese

 

Kabanos) และมุนเชินไวส์เวิสท์ (München Weisswurst) ขณะที่ แบรนด์อิโตแฮม ไส้กรอก พรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่น ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบรับความนิยมบริโภคไส้กรอกเนื้อบดหยาบ 2 รายการ ได้แก่ มิกซ์กริลล์ อะระบิกิ (Mixed Grill Arabiki) ไส้กรอกรวมรสชาติ หลากหลายความอร่อยในแพ็คเดียว และไส้กรอกจัมโบ้ สเต็ก อะระบิกิ (Jumbo Steak Arabiki) ไส้กรอกชิ้นใหญ่ เต็มคำกว่าเดิม นอกจากนี้ แบรนด์เบทาโกร ออกผลิตภัณฑ์ไส้กรอก เบทาโกร เอ็กซ์ตร้ามีท (Betagro Extra Meat)  ทั้งไส้กรอก แฮม และโบโลญ่า สูตรเพิ่มชิ้นเนื้อบดหยาบเพื่อเพิ่มสัมผัสความอร่อยแน่นแบบเต็มคำ หอมกลิ่นรมควัน และเครื่องเทศสไตล์   บาร์บีคิว พร้อมเสิร์ฟแล้ว 4 รสชาติ ได้แก่ บาร์บีคิวชังค์ซอสเซจ (BBQ Chunk Sausage), บาร์บีคิวชังค์แฮม (BBQ Chunk Ham), สโม้คชังค์ซอสเซจ (Smoked Chunk Sausage)  และสโม้คชังค์โบโลญ่า (Smoked Chunk Bologna) วางจำหน่ายในร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ บิ๊กซี, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, กรูเมต์ มาร์เก็ต, โฮมเฟรชมาร์ท, แม็กซ์แวลู, ยูเอฟเอ็ม ฟูจิ, วิลล่า มาร์เก็ต, แฟมิลี่มาร์ท, เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, ลอว์สัน108, ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต, จิฟฟี่, ร้านเบทาโกร ช็อป และร้านเบทาโกร  เดลี่

 

สำหรับตลาดส่งออกในปี 2563 เครือเบทาโกรยังคงเดินหน้าส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสดและปรุงสุก   ทั้งแบรนด์เอสเพียว และแบรนด์เบทาโกร ไปยังตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง แคนาดา และเอเชีย ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน อย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ถึงส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์        เบทาโกร ไปยังประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ และเดินหน้าเปิดตลาดใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ภายในปีนี้ด้วย

 

สำหรับงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2020 ระหว่างวันที่ 22 – 26 กันยายน เครือเบทาโกร ร่วมออกบูธจัดแสดงสินค้าอาหารคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด “Sustainable Life” เพื่อสื่อถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงเพื่อชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของทุกคน  โดยใช้ภาพเชิงสัญลักษณ์ (Graphic Device)       ที่ช่วยสะท้อนตัวตนองค์กรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และปีนี้ผู้ประกอบการ คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ และผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรายการจากเครือเบทาโกร  ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์อาหารส่งออก ณ บูธเครือเบทาโกร หมายเลข W01 และ V01  ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงาน สามารถติดตามรับชมวิดีโอคลิปพาเยี่ยมชมบูธและสินค้าอาหารของเครือเบทาโกรได้ที่ Facebook Betagro Brand อีกหนึ่งช่องทาง

สามารถ จวกแรง อนุสรณ์ อัดคลิปใส่ร้ายทำลาย บิ๊กป้อม

 


“สามารถ” จวก “อนุสรณ์” อัดคลิปบิดเบือนใส่ร้ายจ้องทำลาย “บิ๊กป้อม” ยันรองนายกฯทำงานหนักเพื่อประชาชน ลงพื้นที่มีแต่ชาวบ้านรอต้อนรับ ย้อนกลับสมัยรัฐบาลใครโกงจำนำข้าว สร้างความเสียหายประเทศชาติมหาศาล


วันนี้ (23 ก.ย.) นายสามารถ เจนชัยจิตวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “สามารถ เจนชัยจิตรวนิช” โดยระบุว่า วันนี้ได้เห็นคลิป tiktok แต่ชาวบ้านผู้สูงอายุแถวบ้าน เรียกว่าคลิป ติ๊งต๊อง ที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้พูดโจมตี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าไม่รู้อะไรบ้างเลย พร้อมมีการตัดต่อคลิปล้อเลียนให้ข้อมูลเท็จแก่ชาวบ้าน โดยพยายามโยงตั้งฉายา พล.อ.ประวิตร ว่าเป็น "บิดาแห่งการไม่รู้" ซึ่งตรงนี้มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการกระทำของนักการเมืองที่ดีหรือผู้ใหญ่ที่น่านับถือเลย จึงขอเตือนสติในฐานะท่านเป็นถึงโฆษกพรรคเพื่อไทยควรหัดพูดความจริงบ้างและมีมารยาททางการเมือง อย่าใช้จิตวิทยาการเมืองแบบในอดีตเพื่อสร้างความวุ่นวายจนล้มล้างรัฐบาลมาได้หลายสมัย ตนคิดว่า นายอนุสรณ์ มีความสามารถในการพูดจนโชคดีได้เป็นรองโฆษกรัฐบาลในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่า โกงจำนำข้าว จนสร้างความเสียหายแก่ประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ประชาชนต้องเป็นหนี้ก็เพราะเรื่องโกงจำนำข้าว




นายสามารถ กล่าวฝากเตือน นายอนุสรณ์ หัดเป็นนักการเมืองน้ำดีเพื่อให้เด็กเยาวชนเดินตามในสิ่งที่ถูกต้อง อยากให้พูดความจริง ซึ่งหากต้องการทราบว่า พล.อ.ประวิตร เป็นคนเก่งระดับไหนก็ควรย้ายพรรคจากเพื่อไทยมาอยู่พรรค พปชร. แต่พรรคคงไม่รับเพราะนายทะเบียนพรรค พปชร. คงมองว่าคุณสมบัติไม่ผ่าน ทั้งนี้ถ้านายอนุสรณ์ได้โชคดีมาลงพื้นที่กับ พล.อ.ประวิตร เพียงแค่ 1 วัน เพื่อมาดูเวลาพลเอกประวิตรลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เหมือนตนที่ได้ร่วมกับ ส.ส.ที่ลงพื้นที่ในนามศูนย์ร้องทุกข์ของพรรคจะได้เห็นผลงานการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน ไม่ว่าการแก้ไขเรื่องน้ำ การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาความยากจน การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ นับเป็นผลงานที่โดดเด่นชัดเจนว่าชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพลเอกประวิตรเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตาใจดี ไม่เหมือนกับคลิปที่นายอนุสรณ์ เจตนาทำมาแต่อย่างใด


"ขอให้นายอนุสรณ์หัดใช้สมองมากๆ และพูดน้อยๆเหมือนคำในพระพุทธศาสนาว่า ธรรมชาติได้สร้างให้เรามี 2 หู 1 ปาก เพื่อที่จะให้ฟังมากกว่าพูดแต่นายอนุสรณ์กลับทำตรงกันข้ามคือเอาแต่พูดมากและไม่ฟังใครเลย จึงอยากให้คิดทำการเมืองแบบใหม่เพื่อประชาชนดีกว่า และควรเลิกให้ร้าย พล.อ.ประวิตร เพราะชาวบ้านในหลายพื้นที่ได้รับการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากจากความรู้ความสามารถของท่านพลเอกประวิตร จนชาวบ้านทำหน้ากากรักบิ๊กป้อม รักลุงป้อมแจกใช้กันในชุมชนเพื่อป้องกันโรคระบาดโควิด19 จึงอยากให้อนุสรณ์ใช้หูให้มากขึ้น จะได้ยินว่าคนรักบิ๊กป้อมมากมาย” นายสามารถกล่าว

พิธา ดราม่ากลางสภาฯ ดึงลูกสาววัย 4 ขวบ โวยยุคประชาธิปไตยสลึงเดียว

 


23 ก.ย.63 - ที่อาคารรัฐสภา นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อภิปรายเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจากความไม่ชอบธรรมและความล้มเหลวภายใต้ระบอบประยุทธ์ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในช่วงชีวิต จากกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง หรือ Disruption อย่างเร็วและแรงในทุกมิติ ประเทศไทยจึงต้องการระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม และยึดโยงกับประชาชน สะท้อนหลักการอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ซึ่งการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีผลต่ออนาคตและความเป็นอยู่ของประชาชน เพราะถ้าการเมืองยังเหมือนเดิมจะเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขวางอนาคตของประเทศไม่ให้เปลี่ยนแปลงและพัฒนา


“รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มีความจำเป็นต้องแก้ไข ไม่ใช่เพราะเป็นเครื่องมือกลไกการสืบทอดอำนาจของ คสช. เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่ยื้อรั้งประเทศไทยกลับไปสู่อดีต เป็นการทวนเข็มนาฬิกา ย้อนยุคประเทศไทยให้ล้าหลังเพื่อกดทับให้อำนาจที่มาจากประชาชนอยู่ใต้อำนาจชั้นฟ้าที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ให้อำนาจ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งเลือกนายกได้ คือ รัฐธรรมนูญปี 2521 ผ่านมาแล้วกว่า 40 ปี ปีนี้ผมอายุ 40 ปี เกิด ปี 2523 ยุคที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบ ผมโตมาภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2521 ผ่านมา 40 ปี ลูกสาวผมเกิดมาในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 มีหัวหน้าคณะรัฐประหารชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา และเป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้เธออายุ 4 ขวบแล้ว ประเทศเราก็ยังมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งเลือกนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยยังไม่ไปไหนวนเวียนอยู่กับที่ เหมือนม้าหมุน แค่เปลี่ยนจากประชาธิปไตยครึ่งเดียวในรุ่นพ่อ กลายเป็นประชาธิปไตยสลึงเดียวในรุ่นลูก”


นายพิธา กล่าวว่า การทวนเข็มนาฬิกาการเมืองไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 21 และปี 60 ก็มีนายมีชัย ฤชุพันธ์ มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ


สำหรับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะถอนฟืนออกจากกองไฟได้ จะต้องโอบอุ้มความฝันของคนทุกกลุ่ม ทุกประเภท และการออกแบบรัฐธรรมนูญต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่มีข้อจำกัด ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นตัวแทนกลุ่มทางสังคมหรือตัวแทนทางอุดมการณ์ที่หลากหลาย และมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ปล่อยให้สภาร่างรัฐธรรมนูญกลายเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจของการสืบทอดอำนาจอีกทีนึง ดังที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมของพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งการห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ จะไม่ช่วยให้ข้อเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริงได้ถูกพูดถึงด้วยเหตุและผลอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมั่งคงสถาพร


นอกจากนี้ ญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลยังได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติของประชาชนได้ ถือเป็นประเด็นที่สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะการเอาพระราชอำนาจมาปะทะกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนอาจกระเทือนต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


“มีคนบางกลุ่มพยายามปลุกปั่นทำให้การเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษาและประชาชนกลายเป็นปีศาจ ของสังคมไทย ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ความฝันของพวกเขาเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญมาก พวกเขาฝันเห็นทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย เป็นนิติรัฐ รวมทั้งฝันถึงสังคมที่จะไม่มีการรัฐประหาร ข้าราชการ ตุลาการ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมมือกับประชาชนไม่รับรองการรัฐประหารอีก และอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เริ่มต้นด้วย มาตรา 1 อย่างเรียบง่ายว่า อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” นายพิธากล่าว


นายพิธา กล่าวด้วยว่า ขอวิงวอนสมาชิกรัฐสภาโดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภา อย่าได้ทำตามคำสั่งของระบอบประยุทธ์ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องอยู่ฝั่งเดียวกับประชาชนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติ หยุดกอดอดีตแล้วปล่อยประเทศไทยไปสู่อนาคตเสียที

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

"บางแคโมเดล" เทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยเหลือ-ดูแลผู้สูงอายุ

 


(23 ก.ย. 2563) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) แถลง ข่าวความร่วมมือการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับการดูแลและให้บริการผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) นำร่องใช้ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ “บ้านบางแค” เป็นแห่งแรก หรือ “บางแคโมเดล” ก่อนขยายผลให้ครบทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ


ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ที่ปรึกษาอาวุโส สวทช.กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและมีแผนงานบูรณาการ ซึ่ง สวทช. และกรมกิจการผู้สูงอายุ ดำเนินงานร่วมกันมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2563 ได้นำร่องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ ที่ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแคเป็นแห่งแรก โดยหวังให้เป็น “บางแคโมเดล” ที่มีการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร อาทิ การใช้เทคโนโลยี ระบบบริหารจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ การเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและระบบเครือข่ายสำหรับระบบระบุตำแหน่งผู้สูงอายุ และระบบส่งเสริมสุขภาพและการเฝ้าระวังด้วยอุปกรณ์การบันทึกการเคลื่อนไหวแบบไร้สาย การติดตั้งและใช้งานเครื่องฝึกเดินแบบเคลื่อนที่ได้ และเครื่องออกกำลังกาย และฟื้นฟู เป็นต้น


อย่างไรก็ดี การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุมาขยายผลการใช้ประโยชน์ เป็นต้นแบบในรูปแบบ “บางแคโมเดล” เพื่อนำไปเป็นต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนขยายให้ครบ 12 ศพส.ในสังกัดของกรมกิจการผู้สูงอายุ เพื่อใช้ดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตลอดจนเพื่อต่อยอดและ ขยายผลนวัตกรรมสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายต่อไป


นางสุจิตรา พิทยานรเศรษฐ์ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวว่า การเริ่มต้นนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ เป็นการเพิ่มโอกาสที่ดีให้กับผู้สูงอายุที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดี และเป็นการเตรียมก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุที่คาดว่าปี 2564 สังคมไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ซึ่งจะมีจำนวนประชากรอายุ 60 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากร ทั้งหมด.

สวนสัตว์สงขลาจัดบุฟเฟ่ต์อาหารแรดขาววันแรดโลกเปิดให้ นทท.เข้าชมใกล้ชิด

 


วันที่ 22 ก.ย.63 เป็น "วันแรดโลก" งานส่งเสริมพฤติกรรมและสวัสดิภาพสัตว์ สวนสัตว์สงขลาได้จัดกิจกรรม "วันแรดโลก" ระหว่างวันที่ 22-27 ก.ย.63 มีกิจกรรมมากมายอาทิ จัดบุฟเฟ่ต์อาหารแรดขาว กิจกรรมเกาหลังแรดด้วยแปรงขนนุ่ม ฐานเรียนรู้การอนุรักษ์แรด  สำหรับแรดขาวภายในสวนสัตว์สงขลา มีพฤติกรรมที่น่าสนใจ สามารถใกล้ชิดกับคนทั่วไป มีความน่ารัก เชื่อง ไม่ดุร้าย ที่พิเศษสุดก็คือ เมื่อเรียกชื่อ "น็อต" มันก็จะเดินมาหาทันที ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจเมื่อได้สัมผัส เจ้าน็อตอย่างใกล้ชิด โดยสวนสัตว์สงขลายังคงคัดกรองนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมทุกคนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19


ดร.เฉลิมวุฒิ เกษตรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลากล่าวว่า สำหรับวันอนุรักษ์แรดโลก นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ในวันที่ 22 กันยายนของทุกปีจัดเป็นวันอนุรักษ์แรดโลก มีวัตถุประสงค์เพื่อตระหนักถึงการลดจำนวนลงของแรดสายพันธุ์ต่างๆ ที่สาเหตุส่วนใหญ่มาจากฝีมือมนุษย์ จากการลักลอบล่าเพื่อนำแรดไปแปรรูป เช่น เอาไปเป็นเครื่องประดับต่างๆ หรือนำไปเป็นส่วนผสมของยาตามความเชื่อ ซึ่งแรดจัดเป็นสัตว์เลือดอุ่นที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 รองจากช้าง โดยประชากรแรดมีแนวโน้มลดลงทุกปี


องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (World Wildlife Fund: WWF) ประจำประเทศไทย รายงานข้อมูลล่าสุดว่า แรดสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธ์ที่สุดคือรายพันธุ์ แรดชวา ปัจจุบันมีจำนวนประชากรที่สำรวจได้เพียง 44 ตัวเท่านั้น อาศัยอยู่ในป่าอุทยานแห่งชาติอูจุงกูลนบนเกาะชวาของอินโดนีเซีย ซึ่งครั้งหนึ่งแรดชวานั้นเคยอาศัยอยู่ในประเทศไทยและเพื่อนบ้านอย่าง ลาว เวียดนาม และกัมพูชา แต่ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว โดยตัวสุดท้ายที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ถูกสังหารไปเมื่อปี 2553 ที่ประเทศเวียดนาม ส่วนแรดสายพันธุ์อื่นๆ อย่างแรดอินเดีย มีประชากรราวๆ 3,300 ตัว แรดดำ 5,000 ตัว และราดขาว 20,400 ตัวทั่วโลก


สำหรับในประเทศไทยแรดจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน มีหลักฐานพบแรดป่าสองสายพันธุ์ ได้แก่ แรดชวา และแรดสุมาตรา (กระซู่) ซึ่งทั้งสองชนิดสูญพันธุ์แล้วในประเทศไทย จากหลักฐานชิ้นสุดท้ายเมื่อปี 2540 ได้พบร่องรอยของกระซู่บริเวณป่าฮาลา-บาลา ในจังหวัดยะลาและนราธิวาส แต่ไม่มีใครพบตัวมัน โดยคาดว่าอาจหลบหนีนายพรานไปยังมาเลเซียและถูกฆ่าในที่สุด

 

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

"โนอึล" ยังไม่สิ้นฤทธิ์ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย 29 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

 (22 กันยายน 2563) นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุ “โนอึล” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางพื้นที่ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก วาตภัย และดินสไลด์ โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 29 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน ตาก เพชรบูรณ์ พิจิตร เลย อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหาร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา ลพบุรี ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวม 121 อำเภอ 236 ตำบล 436 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,141 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย (ระนอง) ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (เพชรบูรณ์)


แยกเป็น พื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำไหลหลาก จำนวน 22 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน ตาก เพชรบูรณ์ พิจิตร เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหารอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา ลพบุรี ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง และพังงา รวม 75 อำเภอ 121 ตำบล 233 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,856 ครัวเรือน ยังคงมีสถานการณ์ในจังหวัดแพร่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองแพร่ และอำเภอสูงเม่น รวม 5 ตำบล 23 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 110 ครัวเรือน ปัจจุบันระดับน้ำลดลง แต่ยังคงมีน้ำท่วมขัง 10 – 15 เซนติเมตร


พื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย จำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ อุดรธานี ขอนแก่น มุกดาหาร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ ตราด พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวม 56 อำเภอ 129 ตำบล 229 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 746 หลัง ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (เพชรบูรณ์) พื้นที่ได้รับผลกระทบจากดินสไลด์ จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ แพร่ และระนอง รวม 3 อำเภอ 3 ตำบล 3 หมู่บ้าน ผู้เสียชีวิต 1 ราย (ระนอง) ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน


นายชยพล กล่าวต่อว่า ปภ. ได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยขนย้ายสิ่งของไปไว้ในที่สูงและเร่งระบายน้ำท่วมขัง รวมถึงแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค และวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัย พร้อมจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ทั้งการชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนเป็นวัสดุก่อสร้าง หรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามความเหมาะสม ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป