วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านขอนแก่นแสดงพลังปกป้องสถาบันมอบหนังสือกราบบังคมทูลฯให้กำลังพระทัยในหลวง

 23 ต.ค.63 - เมื่อเวลา 09.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณลานจอดรถภายในที่ว่าการอำเภอเมืองขอนแก่น กลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ทั้ง 18 ตำบล รวมกว่า 500 คน พร้อมใจกันสวมใส่เครื่องแบบข้าราชการเต็มยศ และสวมใส่เสื้อสีเหลือง รวมตัวกันเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและปกป้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเพื่อมอบหนังสือกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อให้กำลังพระทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ได้มีกำลังพระทัยที่จะผ่านพ้นเหตุการณ์ จากกรณีที่กลุ่มการเมือง นักศึกษา และนักเรียน ที่มีการชุมนุมประท้วงและพูดจาจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่รักทิดทูนของประชาชนชาวไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้


ซึ่งในช่วงของของการรวมตัวทำกิจกรรมนั้น กลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านได้มีการร่วมชูธงชาติไทย และธงตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ โบกสะบัดแสดงพลังเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์  พร้อมทั้งร้องเพลงชาติไทยและเพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนจะมอบหนังสือให้กับนายศิริวัฒน์ พินิจพานิชย์ นายอำเภอเมืองขอนแก่น  และแยกย้ายกันอย่างสงบ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด


นางทัศนี ศรีโสภา ประธานกลุ่มสตรี อ.เมือง จ.ขอนแก่น และประธานขับเคลื่อนองกรสตรีหรือบทบาทสตรีระดับจังหวัด กล่าวว่า  การแสดงออกในวันนี้ทุกคนมากันเองด้วยใจ เพื่อแสดงออกในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนไทยให้ความเคารพ เชิดชูมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ


"โดยส่วนตัวมองว่าการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาในขณะนี้ ทุกคนมีสิทธิทำได้แต่ขอให้เหมาะสมโดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษาที่มีหน้าที่เรียนเป็นหลัก การแสดงออกต่างๆที่กระทำนั้นหากเนื้อหาสมควรก็ไม่ผิด แต่การจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควร"


นางทัศนี กล่าวต่ออีกว่า วันนี้ทุกคนพร้อมใจกันสวมเสื้อเหลืองเพื่อมาแสดงออกในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเพื่อให้กำลังพระทัยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้พระองค์ได้มีกำลังพระทัยที่จะผ่านพ้นเหตุการณ์ที่กลุ่มการเมือง นักศึกษา และนักเรียน ที่มีการชุมนุมประท้วงและพูดจาจาบจ้วง ล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักของชาติ เป็นที่รักทิดทูนของประชาชนชาวไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้


https://www.thaipost.net/main/detail/81523


ศาลอุทธรณ์ให้ประกัน “สนธยา” คดีพ.ร.บ.คอมฯ ทวิตรูปพ่นสีใต้รูปร.10 หลักทรัพย์ 50,000 บาท

 22 ต.ค. 63 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งให้ประกันตัว “สนธยา” (ไม่เปิดเผยนามสกุล) ผู้ใช้ทวิตเตอร์วัย 26 ปีในเมืองพัทยา ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีทวิตภาพรูปพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ที่ถูกพ่นสีข้อความไว้ใต้ภาพ โดยศาลให้วางหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 50,000 บาท หลังทนายความยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว (ย้อนดูรายละเอียดการจับกุมดำเนินคดี)


เช้าวันที่ 22 ต.ค. เวลาประมาณ 9.00 น. ที่ศาลจังหวัดพัทยา ทนายความได้เข้ายื่นอุทรธณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากที่เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ศาลจังหวัดพัทยาไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประตัวและยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 2 แสนบาท 


ต่อมาราว 18.00 น. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “สนธยา” โดยให้ใช้หลักทรัพย์ในการประกันเป็นเงินสดจำนวน 50,000 บาท แต่เนื่องจากคำสั่งศาลออกมาหลังเวลาราชการแล้ว จึงไม่สามารถดำเนินเรื่องยื่นขอประกันตัวได้ทัน การยื่นหลักทรัพย์จึงต้องดำเนินเรื่องในเช้าวันที่ 23 ต.ค. โดยหลักทรัพย์ประกันตัวเป็นเงินที่ได้จากการระดมทุนของ “กองทุนดา ตอร์ปิโด” กองทุนที่ใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกจับกุมคุมขังจากคดีทางการเมือง


สนธยาจะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษพัทยาในช่วงเย็นวันนี้ (23 ต.ค.) หลังจากที่เขาถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษพัทยามาแล้ว 5 วัน


เผยคดีพ.ร.บ.คอมฯ ผู้ทวิตรูปพ่นสีข้อความใต้รูปร.10 ศาลไม่ให้ประกัน เหตุความผิดความมั่นคง


เมื่อ 18 ต.ค. 63 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับร้องเรียนจาก “สนธยา” (ไม่เปิดเผยนามสกุล) ผู้ใช้ทวิตเตอร์ วัย 26 ปี ว่าได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจค้นห้องพักในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และได้ถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไปยัง สภ.เมืองพัทยา ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปขอออกหมายจับจากศาลจังหวัดพัทยาในภายหลัง และแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เหตุทวิตภาพรูปพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 ที่ถูกพ่นสีข้อความไว้ใต้ภาพ ล่าสุดเขาถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพัทยา เนื่องจากศาลไม่ให้ประกันตัว อ้างความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง


เหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 63 เวลาประมาณ 22.44 น. ฝ่ายตรวจสอบโซเชียลงานสืบสวน สภ.เมืองพัทยา ได้ตรวจสอบโซเชียลมีเดีย และพบบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ได้โพสต์ภาพข้อความที่ไม่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้สืบสวนจนทราบ และได้ติดตามจนพบนายสนธยา ที่โรงแรมในพัทยา และได้ค้นห้องของสนธยา โดยไม่มีหมายค้น 


จากนั้นจึงไปดำเนินการให้ศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับลงวันที่ 17 ต.ค. 63  ที่ 270/2563 แล้วจึงนำหมายจับไปแสดงต่อสนธยาซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่แล้ว ก่อนนำตัวไปทำบันทึกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหาที่ สภ.เมืองพัทยา ในกระบวนการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ได้มีทนายความอยู่ด้วย สนธยาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา


ในคำร้องขอฝากขังลงวันที่ 19 ต.ค. 63 ของ พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ เพลินจิตร พนักงานสอบสวนได้ระบุข้อกล่าวหาในคดีนี้ตามมาตรา 14 (3) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา”




คำร้องขอฝากขังระบุด้วยว่า ก่อนเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนทราบว่าสนธยาเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ ได้โพสต์ภาพถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 ที่ติดตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางถนนสุขุมวิทแยกพัทยากลาง ที่มีคนใช้สีเปรย์สีดำพ่นอยู่ใต้ฐานรูป เพื่อคอมเมนต์โต้ตอบกับผู้ใช้ทวิตเตอร์รายอื่น ในช่วงเวลา 01.30 น. ของวันที่ 17 ต.ค. 63 


ในคำร้องขอฝากขังระบุอีกด้วยว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความที่คนทั่วไปเห็นแล้ว มีความรู้สึกหรือรับรู้ในลักษณะลดทอนพระเกียรติ หรือไม่เป็นการเทิดทูนพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 อันเป็นการเข้าข่ายลักษณะเป็นภัยคุกคามต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคง ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นความผิดต่อกฎหมาย 


พนักงานสอบสวนระบุว่าการสอบสวนคดียังไม่เสร็จสิ้น โดยยังต้องสอบพยานอีก 4 ปาก และรอผลการตรวจสอบพิมพ์มือผู้ต้องหา จึงขออำนาจศาลในการฝากขังระหว่างการสอบสวน กำหนด 12 วัน และยังคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูง หากให้ประกันตัวเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี และไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน


ต่อมา ศาลจังหวัดพัทยาได้อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้อง ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประตัวและยื่นหลักทรัพย์เป็นเงิน 2 แสนบาท ก่อนที่ศาลจังหวัดพัทยาจะมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา โดยระบุว่า พิเคราะห์แล้วความผิดตามคำร้องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว จึงให้ยกคำร้อง ทำให้สนธยาต้องถูกนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษพัทยาตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. เป็นต้นมา


ทั้งนี้ตามมาตรา 14 (3) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2560 ระบุโทษจําคุกไว้ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ


https://tlhr2014.com/?p=22343


"กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน" วางพวงมาลาพระบรมรูปทรงม้า - อ่านแถลงการณ์ "อาชีวะของพระราชา"

 (23 ต.ค.63) เมื่อเวลา 08.00 น. ที่พระบรมราชานุสรณ์ พระลานพระราชวังดุสิต กลุ่มอาชีวะ 33 สถาบัน ในนาม “อาชีวะปกป้องสถาบัน” ได้นัดแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลือง รวมตัวกันบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อวางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันปิยมหาราช ( เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 23 ต.ค.)  พร้อมอ่านแถลงการณ์ ยืนยัน จะยืนเคียงข้างประชาชน ร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์


โดยระบุว่า จากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องของกลุ่มนักศึกษา ที่ประท้วงในหลายพื้นที่ เชื่อว่า มีกลุ่มคนทั้งใน และต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงเยาวชน ทั้งนักเรียน นิสิตนักศึกษา เพื่อให้เกิดความแตกแยก เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เนื่องจากกลุ่มนักศึกษา สามารถเข้าถึงการสื่อสารในโซเชียล ซึ่งง่ายต่อการป้อนข้อมูลเท็จ เนื้อหาบิดเบือน  เป็นข้อมูลเชิงลบและบิดเบือน ยุยง ปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความแตกแยก


ทั้งนี้ทางกลุ่มมีข้อเรียกร้องเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว คือ  

1. กลุ่มอาชีวะยึดมั่นในการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข


2. ขอให้คนที่อยู่เบื้องหลังหยุดบิดเบือนข้อมูล ปลุกปั่นให้ประชาชนแตกแยก


3. ประณามผู้ที่สั่งการและสนับสนุน รู้เห็นและล้อมรถยนต์พระที่นั่ง เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยขอให้รัฐบาลลงโทษผู้ที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง


4. การแสดงออกของทุกคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นสิทธิ เสรีภาพ ทุกคนทำได้อย่างอิสระตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทางกลุ่มอาชีวะ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวขัดขวาง แต่ต้องไม่ก้าวล่วงหรือมีพฤติกรรมหมิ่นสถาบันโดยเด็ดขาด


5. ยืนยันจะไม่มีการใช้ความรุนแรง ทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ยกเว้น ผู้ที่จาบจ้วง หรือเพื่อป้องกันตัวเอง หรือเพื่อป้องกันประชาชน และเราพร้อมปกป้องสถาบันให้ดีที่สุด


6. กลุ่มอาชีวะ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และการทำงานของรัฐบาล


ส่วนกรณี กลุ่มอาชีวะ ปะทะ กลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ตัวแทนอาชีวะ เผยว่า รู้สึกเสียใจ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า ทางกลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรง 


อย่างไรก็ตามทางกลุ่มอาชีวะ จะแสดงออกถึงความจงรักภักดีด้วยการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ยืนยันว่า จะไม่สร้างความเดือดร้อน พร้อมประสานเจ้าหน้าที่ให้ทราบทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรม


เครดิต

https://www.dailynews.co.th/politics/802736

https://www.khaosod.co.th/update-news/news_5171274

https://www.innnews.co.th/politics/news_803063/



"เปรี้ยว" แอดมินเพจ"คำคมกับคนชอบกิน"ประกาศขายเพจหาเงินรักษาแม่ป่วย โดนนายหน้าแสบอมเงิน โร่แจ้ง ปอท.

 เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 22 ต.ค.63 ที่ บก.ปอท. นางแสงจันทร์ จำปาอ่อน หรือ เปรี้ยว อายุ 45 ปี เจ้าของและแอดมินเพจ "คำคมกับคนชอบกิน" ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนกว่า 2.5 แสนคน เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.สิปานันท์ โฉมวันดี รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. แจ้งว่า เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากนายดิษฐพงษ์

(สงวนนามสกุล) เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Dissapong Bantaisong ที่ติดต่อเสนอตัวเป็นนายหน้าคนกลางในการซื้อขายเพจกลุ่มต่างๆ ในเฟซบุ๊กของตน ประกอบด้วย


"ม่ายวัยทอง วี 1"สมาชิก 3.3 แสนคน "ม่ายวัยทอง วี 3"สมาชิก 1.3 แสนคน "โลกีย์ขยี้ใจ วี 17" "แม่ม่ายในไฟโลกีย์ วี 16" "เพจดงแม่ม่าย" และ "เพจคำคมกับคนชอบกิน" ตนจึงตอบตกลงไป


ต่อมาวันที่ 18 ต.ค. นายดิษฐพงษ์ ได้โอนเงินค่ามัดจำมาให้จำนวน 10,000 บาท พร้อมกับแจ้งว่าได้มีคนตกลงซื้อกลุ่มไปหนึ่งกลุ่มจำนวน 70,000 บาท ยังคงเหลือเงินที่ต้องโอนให้ตนอีก 60,000 บาท


พร้อมกับขอให้ตนตั้งนายดิษฐพงษ์เป็นแอดมินร่วมเพจเพื่อจะได้เข้ามาดูรายละเอียดเชิงลึกของเพจ ด้วยความเชื่อใจจึงทำตามหลังจากเข้ามาแล้วก็ดีดตนออกจากการเป็นผู้ดูแล พร้อมกับบล็อคช่องทางติดต่อสื่อสารทั้งหมด จึงไปแจ้งความไว้ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองปทุมธานี เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ก่อนจะมาขอความช่วยเหลือ บก.ปอท.ในวันนี้


นางแสงจันทร์ กล่าวต่อ หลังจากนั้นก็มีคนชื่อเอฟ.ที่ซื้อกลุ่มๆ หนึ่งไปจากนายดิษฐพงษ์ แจ้งมาที่ตนให้ทราบว่าได้ซื้อและจ่ายเงินค่ากลุ่มไปแล้วโอนเงิน 3 ครั้ง 25,000 , 14,000 และ 7,000 บาท รวม 46,000 บาท


ส่วนกลุ่มและเพจอื่นๆ ยังไม่รู้ว่าเขาเอาขายใครแล้วหรือยัง อยากจะฝากบอกถ้าเอามาคืนตนก็จะยกเลิกไม่ดำเนินคดี ส่วนเงินที่เอาไปจะมาทยอยใช้คืนก็ได้ ตนมีความจำเป็นต้องอุปการะดํแลแม่ป่วยจริงๆ ถึงต้องประกาศขายเพจที่ทำมา ซึ่งเมื่อสามปีก่อนก็จำใจต้องขายเพจ "ปากหมาพาแรง"ที่มีคนติดตาม 8.7 แสนกว่าคนไปในราคา 2 แสนกว่าบาท คนซื้อเขาเอาไปทำคอนเท้นต์ต่อ เราก็ได้เงินมารักษาคุณแม่เช่นกัน


เบื้องต้นพนักงานสอบสวน บก.ปอท.รับแจ้งไว้ทำการตรวจสอบและประสานกับ สภ.เมืองปทุมธานี ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามตัวนายหน้าแสบรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


เครดิต https://siamrath.co.th/n/191668


วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

สยามราชธานี เผยเทรนด์ธุรกิจ Outsource มาแรง มีลูกค้าใหม่เฉลี่ย 12% ต่อปี

 


(24 ก.ย. 2563) นายจิรณุ กุลชนะรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) หรือ SO ผู้ประกอบธุรกิจการจ้างเหมาบริการครบวงจร Outsourcing Services เปิดเผยว่า ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การจัดหาบุคลากรจากภายนอกเข้ามาดำเนินการแทนในส่วนที่ไม่ใช่หน้าที่หลักของธุรกิจ


ยกตัวอย่างเช่น งานธุรการ งานขับรถยนต์ ถือเป็นอีกทางเลือกการบริหารจัดการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่บริษัทให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ถือเป็นปัจจัยบวกต่อการประกอบธุรกิจของบริษัท


จากศักยภาพ และแนวโน้มการเติบโตที่ดีของตลาด Outsource ในประเทศไทยสะท้อนได้จากวงเงินงบประมาณและมูลค่าการทำสัญญาของโครงการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐประเภทจ้างทำของ หรือจ้างเหมาบริการ มีมูลค่าเติบโตทุกปี



โดยในปี 2562 มีวงเงินงบประมาณดังกล่าว จำนวน 230,533 ล้านบาท และมีมูลค่าที่ทำสัญญา 215,486 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 14 และร้อยละ 12 ตามลำดับ


ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลสำรวจของ Monitor Deloitte และ Dubai Outsource City ประมาณการมูลค่าการใช้บริการ Outsource โลกเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ในช่วงปี 2562-2566 จาก 603.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2562 เป็น 731.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566


นายจิรณุ กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา SO สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมได้ประมาณร้อยละ 90 และมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่าร้อยละ 12 ของรายได้ ทำให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย


สำหรับธุรกิจของสยามราชธานีให้บริการจัดหาบุคลากร และธุรกิจให้เช่าและบริการ ผ่านชื่อ SO People ที่บริการบริหารจัดการด้านบุคลากร เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ประกอบด้วย



1. พนักงานขับรถยนต์ อาทิ พนักงานขับรถผู้บริหาร พนักงานขับรถส่วนกลาง  พนักงานขับรถขนาดใหญ่ พนักงานรับ-ส่ง รถลูกค้า (Valet Parking) และพนักงานขับรถโฟล์คลิฟต์


2. พนักงานสำนักงาน อาทิ งานธุรการและงานประชาสัมพันธ์


3. พนักงานช่างเทคนิค


SO Next บริการบริหารจัดการงานบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย บริการสแกนเอกสาร, บันทึกข้อมูล และบันทึกข้อมูลภาคสนาม จดหน่วยแจ้งหนี้ไฟฟ้าและประปา


SO Green บริการดูแลภูมิทัศน์ ครอบคลุมบริการ 3 ประเภท ได้แก่ บริการดูแลสวนขนาดใหญ่ บริการออกแบบและจัดสวน และบริการตัดต้นไม้ใหญ่


SO Wheel บริการรถยนต์ให้เช่า หลากหลายประเภท เพื่อตอบโจทย์ทุกความสะดวกของผู้ใช้บริการ อาทิ รถเก๋งรถกระบะ รถตู้ รถบรรทุก และรถยนต์ดัดแปลง ได้แก่ รถตู้เย็น รถตู้แห้ง รถดัดแปลง 4 ล้อ เป็นต้น



ด้าน นายณัฐพล วิมลเฉลา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า บริษัทยังจะมุ่งเน้นขยายตลาดบริการด้านข้อมูล หรือ SO Next แบบครบวงจร เพื่อรองรับการ Transform องค์กรในรูปแบบ Digital Transformation ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในยุคปัจจุบัน ด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเฉพาะงาน 


รวมถึงระบบที่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลตามมาตรฐาน ISO 27001 : 2013 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับระบบการจัดการความปลอดภัยด้านข้อมูลและเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทอีกด้วย


อย่างไรก็ตาม บริษัทสยามราชธานี เตรียมเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 85 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 27.42 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด

ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป จำนวน 76.5 ล้านหุ้น


รวมถึงเสนอขายให้แก่กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัท จำนวนไม่เกิน 8.5 ล้านหุ้น โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

เบทาโกร เดินหน้ายกระดับห่วงโซ่การผลิตอาหารคุณภาพและปลอดภัย

 


สถานการณ์โควิด-19 นับว่าเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจทั่วโลกและทุกกลุ่มธุรกิจ    ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มธุรกิจอาหาร สำหรับเครือเบทาโกร ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงของประเทศ  ได้ตระหนักถึงความมั่นคงทางอาหารของประชาชนและประเทศชาติ มุ่งมั่นเดินหน้ายกระดับคุณภาพและความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้บริโภค  

นายสมศักดิ์ บุญลาภ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจอาหาร เปิดเผยว่า ช่วงสถานการณ์   โควิด-19 เครือเบทาโกรได้ยกระดับมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวดสูงสุดตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร โดยจัดตั้งคณะทำงานกว่า 93 ทีม ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบและควบคุมทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิตอาหารให้เป็นไปตามมาตรการที่กำหนดได้อย่างเคร่งครัด เพื่อเป้าหมายการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง  

 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อถึง ในปี 2563 ธุรกิจอาหารมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 70% ของยอดขายเครือเบทาโกร และปีนี้ตั้งเป้ายอดขายโต 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากการขยายกำลังการผลิต เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย และการร่วมมือในการพัฒนาธุรกิจกับคู่ค้า รวมถึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลายในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร โดยแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร ดังนี้

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป  (Process Food)

 

ตลาดอาหารพร้อมทานมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 คาดการณ์มูลค่าตลาดรวมที่ 20,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 ถึง 5% (ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ธันวาคม, 2562)  ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีวิถีชีวิตแบบสังคมเมืองที่มีความเร่งรีบ จึงผลักดันให้เบทาโกรมุ่งมั่นในการพัฒนาและผลิตอาหารพร้อมทานที่สามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคทั้งด้านความสะดวก อร่อย มีคุณภาพ และปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้สถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความตระหนักถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารมากยิ่งขึ้น เครือเบทาโกรจึงมุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนอาหารพร้อมทาน ตั้งเป้าเติบโต 40% เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน พร้อมออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์เอสเพียว ชูจุดเด่นอาหารเพื่อสุขภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบและส่วนผสมจากธรรมชาติ ไม่มีการเติมสารปรุงแต่งใด ๆ ผ่านการคิดค้นและพัฒนาสูตรอาหารโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพโดยเฉพาะ เช่น โจ๊กไข่ขาว ไข่ลวก เป็นต้น

 

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์เบทาโกร ยังได้เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ภายใต้ 7 หมวดสินค้า ได้แก่  1) อาหารทานเล่นและสินค้าทอด (Appetizer) ประเภทหมู ไก่ 2) ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ปรุงสุก (Processed Egg) 3) ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน (Ready Meal) 4) กับข้าวสำเร็จรูป (Cuisine) 5) สินค้าหมักพร้อมปรุง (Marinade) 6) เบเกอรี่ (Bakery) และ 7) ผลิตภัณฑ์ปรุงรส (Seasoning)  

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสด  

 

เครือเบทาโกร ยังคงมุ่งเน้นเรื่องความสด สะอาด ปลอดภัย สำหรับแบรนด์เบทาโกร ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดเนื้อปลาสด ได้แก่ ปลาดุก ปลานิล และปลากะพงขาว ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำไปปรุงอาหารได้สะดวกหลากหลายเมนู มีวางจำหน่ายที่เบทาโกรช็อปทุกสาขาทั่วประเทศ และขยายช่องทางจัดหน่ายไปยังโมเดิร์นเทรด ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้  นอกจากนี้ เครือเบทาโกร ยังรุกตลาดระดับพรีเมียม ด้วย 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ ไก่โคราช ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่คุณภาพสูงจากไก่สายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์จากไก่พ่อพันธุ์พื้นเมืองแท้และแม่พันธุ์ชั้นเลิศ จึงให้รสชาติอร่อยกว่าด้วยเนื้อสัมผัสที่แตกต่างจากเนื้อไก่ทั่วไป มีไขมันน้อยกว่าเนื้อไก่ทั่วไปถึง 62% และอุดมด้วยกรดอะมิโนอิสระ (Free Amino Acid) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบรสชาติและเนื้อสัมผัสของไก่พันธุ์พื้นเมืองที่ให้ทั้งความอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และเดลิช พอร์ค (Delish Pork) ผลิตภัณฑ์เนื้อหมูระดับพรีเมียมจากหมูพันธุ์ดูร็อคเจอร์ซี่สายพันธุ์แท้จากแคนาดาที่ให้เนื้อแน่น นุ่ม อันเป็นเอกลักษณ์  

 

สำหรับแบรนด์เอสเพียว ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะในทุกขั้นตอนการเลี้ยงตั้งแต่วันแรก หรือ RWA (Raised Without Antibiotics) รับรองโดย NSF เป็นรายแรกของโลก ทางเครือเบทาโกรยังคงมุ่งมั่นในการขยายช่องทางจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงในวงกว้างมากขึ้น  

 

กลุ่มผลิตภัณฑ์ไส้กรอก  

 

เครือเบทาโกรยังเดินหน้ารุกตลาดไส้กรอก ตั้งเป้าเติบโตถึง 10% จากการขยายตลาดในทุกช่องทาง ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์เอสเพียว อิโตแฮม และเบทาโกร เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารที่สะดวก รวดเร็ว แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและความอร่อยที่หลากหลาย โดยขยาย แบรนด์เอสเพียว เข้าสู่ตลาดกลุ่มซูเปอร์ พรีเมียม ด้วยผลิตภัณฑ์ไส้กรอกสไตล์โฮมเมด ที่ผลิตจากเนื้อหมูเอสเพียว บรรจุในไส้ธรรมชาติ ไม่ใส่ไนไตรท์ ผงชูรส และสารกันเสีย สำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจเลือกสรรผลิตภัณฑ์ที่มีความอร่อยชั้นเลิศมาพร้อมความปลอดภัย เตรียมวางจำหน่าย 4 รสชาติ ได้แก่ นูเร็มเบิร์ก ไวส์เวิสท์ (Nürnberg Weisswurst), โชริโซ่ บ็อกเวิร์สท์ (Chorizo Bockwurst), ชีสคาบานอส (Cheese

 

Kabanos) และมุนเชินไวส์เวิสท์ (München Weisswurst) ขณะที่ แบรนด์อิโตแฮม ไส้กรอก พรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่น ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบรับความนิยมบริโภคไส้กรอกเนื้อบดหยาบ 2 รายการ ได้แก่ มิกซ์กริลล์ อะระบิกิ (Mixed Grill Arabiki) ไส้กรอกรวมรสชาติ หลากหลายความอร่อยในแพ็คเดียว และไส้กรอกจัมโบ้ สเต็ก อะระบิกิ (Jumbo Steak Arabiki) ไส้กรอกชิ้นใหญ่ เต็มคำกว่าเดิม นอกจากนี้ แบรนด์เบทาโกร ออกผลิตภัณฑ์ไส้กรอก เบทาโกร เอ็กซ์ตร้ามีท (Betagro Extra Meat)  ทั้งไส้กรอก แฮม และโบโลญ่า สูตรเพิ่มชิ้นเนื้อบดหยาบเพื่อเพิ่มสัมผัสความอร่อยแน่นแบบเต็มคำ หอมกลิ่นรมควัน และเครื่องเทศสไตล์   บาร์บีคิว พร้อมเสิร์ฟแล้ว 4 รสชาติ ได้แก่ บาร์บีคิวชังค์ซอสเซจ (BBQ Chunk Sausage), บาร์บีคิวชังค์แฮม (BBQ Chunk Ham), สโม้คชังค์ซอสเซจ (Smoked Chunk Sausage)  และสโม้คชังค์โบโลญ่า (Smoked Chunk Bologna) วางจำหน่ายในร้านค้าชั้นนำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ได้แก่ บิ๊กซี, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, กรูเมต์ มาร์เก็ต, โฮมเฟรชมาร์ท, แม็กซ์แวลู, ยูเอฟเอ็ม ฟูจิ, วิลล่า มาร์เก็ต, แฟมิลี่มาร์ท, เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส, ลอว์สัน108, ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต, จิฟฟี่, ร้านเบทาโกร ช็อป และร้านเบทาโกร  เดลี่

 

สำหรับตลาดส่งออกในปี 2563 เครือเบทาโกรยังคงเดินหน้าส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารสดและปรุงสุก   ทั้งแบรนด์เอสเพียว และแบรนด์เบทาโกร ไปยังตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง แคนาดา และเอเชีย ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน อย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้ถึงส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทาน แบรนด์        เบทาโกร ไปยังประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ และเดินหน้าเปิดตลาดใหม่ในประเทศฟิลิปปินส์ภายในปีนี้ด้วย

 

สำหรับงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2020 ระหว่างวันที่ 22 – 26 กันยายน เครือเบทาโกร ร่วมออกบูธจัดแสดงสินค้าอาหารคุณภาพสูง ภายใต้แนวคิด “Sustainable Life” เพื่อสื่อถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสูงเพื่อชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนของทุกคน  โดยใช้ภาพเชิงสัญลักษณ์ (Graphic Device)       ที่ช่วยสะท้อนตัวตนองค์กรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และปีนี้ผู้ประกอบการ คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ และผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรายการจากเครือเบทาโกร  ทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์อาหารส่งออก ณ บูธเครือเบทาโกร หมายเลข W01 และ V01  ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมงาน สามารถติดตามรับชมวิดีโอคลิปพาเยี่ยมชมบูธและสินค้าอาหารของเครือเบทาโกรได้ที่ Facebook Betagro Brand อีกหนึ่งช่องทาง

สามารถ จวกแรง อนุสรณ์ อัดคลิปใส่ร้ายทำลาย บิ๊กป้อม

 


“สามารถ” จวก “อนุสรณ์” อัดคลิปบิดเบือนใส่ร้ายจ้องทำลาย “บิ๊กป้อม” ยันรองนายกฯทำงานหนักเพื่อประชาชน ลงพื้นที่มีแต่ชาวบ้านรอต้อนรับ ย้อนกลับสมัยรัฐบาลใครโกงจำนำข้าว สร้างความเสียหายประเทศชาติมหาศาล


วันนี้ (23 ก.ย.) นายสามารถ เจนชัยจิตวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “สามารถ เจนชัยจิตรวนิช” โดยระบุว่า วันนี้ได้เห็นคลิป tiktok แต่ชาวบ้านผู้สูงอายุแถวบ้าน เรียกว่าคลิป ติ๊งต๊อง ที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้พูดโจมตี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าไม่รู้อะไรบ้างเลย พร้อมมีการตัดต่อคลิปล้อเลียนให้ข้อมูลเท็จแก่ชาวบ้าน โดยพยายามโยงตั้งฉายา พล.อ.ประวิตร ว่าเป็น "บิดาแห่งการไม่รู้" ซึ่งตรงนี้มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นการกระทำของนักการเมืองที่ดีหรือผู้ใหญ่ที่น่านับถือเลย จึงขอเตือนสติในฐานะท่านเป็นถึงโฆษกพรรคเพื่อไทยควรหัดพูดความจริงบ้างและมีมารยาททางการเมือง อย่าใช้จิตวิทยาการเมืองแบบในอดีตเพื่อสร้างความวุ่นวายจนล้มล้างรัฐบาลมาได้หลายสมัย ตนคิดว่า นายอนุสรณ์ มีความสามารถในการพูดจนโชคดีได้เป็นรองโฆษกรัฐบาลในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่า โกงจำนำข้าว จนสร้างความเสียหายแก่ประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ประชาชนต้องเป็นหนี้ก็เพราะเรื่องโกงจำนำข้าว




นายสามารถ กล่าวฝากเตือน นายอนุสรณ์ หัดเป็นนักการเมืองน้ำดีเพื่อให้เด็กเยาวชนเดินตามในสิ่งที่ถูกต้อง อยากให้พูดความจริง ซึ่งหากต้องการทราบว่า พล.อ.ประวิตร เป็นคนเก่งระดับไหนก็ควรย้ายพรรคจากเพื่อไทยมาอยู่พรรค พปชร. แต่พรรคคงไม่รับเพราะนายทะเบียนพรรค พปชร. คงมองว่าคุณสมบัติไม่ผ่าน ทั้งนี้ถ้านายอนุสรณ์ได้โชคดีมาลงพื้นที่กับ พล.อ.ประวิตร เพียงแค่ 1 วัน เพื่อมาดูเวลาพลเอกประวิตรลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เหมือนตนที่ได้ร่วมกับ ส.ส.ที่ลงพื้นที่ในนามศูนย์ร้องทุกข์ของพรรคจะได้เห็นผลงานการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน ไม่ว่าการแก้ไขเรื่องน้ำ การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน การแก้ปัญหาความยากจน การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ นับเป็นผลงานที่โดดเด่นชัดเจนว่าชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพลเอกประวิตรเป็นผู้ใหญ่ที่เมตตาใจดี ไม่เหมือนกับคลิปที่นายอนุสรณ์ เจตนาทำมาแต่อย่างใด


"ขอให้นายอนุสรณ์หัดใช้สมองมากๆ และพูดน้อยๆเหมือนคำในพระพุทธศาสนาว่า ธรรมชาติได้สร้างให้เรามี 2 หู 1 ปาก เพื่อที่จะให้ฟังมากกว่าพูดแต่นายอนุสรณ์กลับทำตรงกันข้ามคือเอาแต่พูดมากและไม่ฟังใครเลย จึงอยากให้คิดทำการเมืองแบบใหม่เพื่อประชาชนดีกว่า และควรเลิกให้ร้าย พล.อ.ประวิตร เพราะชาวบ้านในหลายพื้นที่ได้รับการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากจากความรู้ความสามารถของท่านพลเอกประวิตร จนชาวบ้านทำหน้ากากรักบิ๊กป้อม รักลุงป้อมแจกใช้กันในชุมชนเพื่อป้องกันโรคระบาดโควิด19 จึงอยากให้อนุสรณ์ใช้หูให้มากขึ้น จะได้ยินว่าคนรักบิ๊กป้อมมากมาย” นายสามารถกล่าว